ถ้า AI สร้างซอฟต์แวร์ให้เราได้ทุกครั้งที่ต้องการ เรายังต้องจ่ายค่า SaaS อยู่ไหม?
วันที่ 11 ต.ค. 2026 Pieter Levels (@levelsio) นักสร้างผลิตภัณฑ์อิสระที่มีผู้ติดตามบน X เกือบหนึ่งล้านคน โพสต์สั้น ๆ ว่า “Software is dead” และบอกว่าตอนนี้เป็นยุคของ personal software ที่ทุกคนสร้างสิ่งที่ตัวเองต้องการขึ้นมาเมื่อต้องการ โพสต์นั้นมียอดแสดงผลราว 1.19 ล้านครั้งและถูกโควตเกือบ 600 ครั้งตอนที่เราอ่าน จนกลายเป็นข้อถกเถียงใหญ่ของสายนักพัฒนาและผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปตลอดสองวัน
คนส่วนใหญ่ที่ตอบไม่ได้เถียงว่า AI สร้างแอปได้หรือไม่ เพราะทุกฝ่ายยอมรับว่าสร้างได้ ประเด็นที่ถกกันจริงคือ ใครจะดูแลซอฟต์แวร์นั้นต่อเมื่อมันพัง และลูกค้าจ่ายเงินให้ SaaS เพราะโค้ด หรือเพราะความรับผิดชอบที่มากับโค้ด ข้อมูลที่ตรวจได้ชี้ไปทั้งสองทาง ผลสำรวจของ McKinsey ปี 2026 พบว่าองค์กร 32% เคยตัดสินใจไม่ซื้อซอฟต์แวร์หรือฟีเจอร์อย่างน้อยหนึ่งรายการเพราะสร้างเองได้ด้วย Coding Agent แต่หุ้นซอฟต์แวร์สหรัฐฯ ที่เคยร่วงหนักต้นปีจากความกลัวแบบเดียวกัน ก็ฟื้นกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ของปีในเดือนตุลาคม

เกิดอะไรขึ้น ตามที่ตรวจสอบได้
SaaS (Software as a Service) คือซอฟต์แวร์ที่เราจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนเพื่อใช้ผ่านเว็บหรือแอป เช่น แอปจดงาน ระบบ CRM หรือเครื่องมือทำบัญชี ส่วน personal software ในความหมายที่ Levels ใช้ คือซอฟต์แวร์ที่ AI สร้างขึ้นให้คนคนเดียวหรือทีมเดียว ตามโจทย์ของคนนั้น บางครั้งใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (ephemeral software)
- Micky (@Rasmic) ยูทูบเบอร์สายนักพัฒนา โพสต์ “(Most) Software is dead” ยอดแสดงผลราว 1.68 แสนครั้ง David Cramer ผู้ร่วมก่อตั้ง Sentry ตอบว่าตัวเขาเองสมัครใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัทอื่นมากกว่าที่เคย
- Levels โพสต์ “Software is dead / It’s now the era of personal software” จากนั้นตามด้วยโพสต์ขยายความว่า “คนทั่วไปจะไม่ขอให้ AI สร้างซอฟต์แวร์” แต่จะขอให้แก้รูปหรือดูยอดขาย แล้ว AI จะสร้างโปรแกรมแต่งภาพหรือแดชบอร์ดขึ้นมาเอง และบอกว่าแอปแชต AI ทำแบบนี้ให้ผู้ใช้อยู่แล้วโดยที่เขาไม่รู้ตัว
- ผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์หลายรายตอบกลับด้วยตัวเลขธุรกิจของตัวเอง ที่เห็นชัดคือ Amir Salihefendić ผู้ก่อตั้ง Todoist และฝั่งนักพัฒนาที่ยกเรื่องต้นทุนการดูแลระบบ
- Levels สรุปว่าการถกเถียง “แตะเส้นประสาท” เขาเขียนว่าเมื่อให้ Grok สรุปความเห็น ได้คำตอบว่าคนมองว่าเขา “มาถูกทิศแต่เร็วไปหน่อย” ซึ่งเขาเห็นด้วย และย้ำว่าคนเข้าใจผิดว่าเขาหมายถึงคนจะสั่งให้ AI สร้างซอฟต์แวร์ ทั้งที่เขาหมายถึง Agent จะสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นเองระหว่างแก้ปัญหา
ข้อควรระวัง: ประโยค “Grok บอกว่ามาถูกทิศแต่เร็วไป” เป็นสิ่งที่ Levels รายงานเองจากการถามแชตบอต ไม่ใช่การวัดความเห็นอย่างเป็นระบบ เราจึงไม่ใช้เป็นหลักฐานว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร
คนพูดเรื่องนี้มากแค่ไหน
เรานับจำนวนโพสต์ต่อวันด้วย X Counts API (ไม่นับรีโพสต์) จากคำค้นที่มีวลี “software is dead”, “SaaS is dead”, “death of SaaS” หรือ “SaaSpocalypse” ช่วงวันที่ 6–10 ต.ค. มีราว 80–110 โพสต์ต่อวัน เพราะวลีนี้วนอยู่ในวงการมาตั้งแต่ต้นปี แต่หลังโพสต์ของ Levels ตัวเลขกระโดดขึ้น
* วันที่ 12 ต.ค. นับถึงราว 18:06 UTC (01:06 น. วันที่ 13 ตามเวลาไทย) ยังไม่ครบวัน รวม 7 วัน 1,451 โพสต์ ตัวเลขนี้นับทุกโพสต์ที่มีคำค้น ไม่ได้บอกว่าโพสต์นั้นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
เมื่อดูรายชั่วโมง จำนวนโพสต์ที่มีสามวลีหลักขยับจาก 9 โพสต์ในชั่วโมงก่อนโพสต์ของ Levels เป็น 52 โพสต์ภายในราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง และยังอยู่ระดับ 40–68 โพสต์ต่อชั่วโมงตลอดวันที่ 12 ต.ค. แปลว่าการถกเถียงไม่ได้จบในวันเดียว

ห้าค่ายความเห็นบน X
เราอ่านโพสต์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงราว 150 โพสต์ แล้วจัดกลุ่มตามเหตุผลที่ใช้ ไม่ได้จัดตามว่าตอบ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” การจัดกลุ่มนี้เป็นการอ่านเชิงคุณภาพ ไม่ได้บอกสัดส่วนของแต่ละค่าย และโพสต์จากบัญชีส่วนตัวขนาดเล็กเราสรุปความโดยไม่ระบุชื่อ

“ซอฟต์แวร์ตายแล้ว ยุคนี้เป็นของซอฟต์แวร์เฉพาะตัว”
Pieter Levels, Alex Veremeyenko และนักพัฒนาที่เล่าประสบการณ์สร้างเครื่องมือใช้เอง
- Levels ยกตัวอย่างว่าคนทั่วไปจะพิมพ์ว่า “อยากรู้ว่ายอดขายไตรมาสนี้ขึ้นหรือลงจากทุกแพลตฟอร์มที่ใช้” แล้ว AI จะสร้างแดชบอร์ดที่ดึงข้อมูลจากทุก API และตั้งเวลาอัปเดตเอง (โพสต์) เมื่อมีคนแย้งว่าคนทั่วไปไม่มีเวลาดูแลซอฟต์แวร์ เขาตอบว่า Agent ดูแลโปรเจกต์ของตัวเองได้ เพราะ bug และ error จะวนกลับไปให้มันแก้
- Alex Veremeyenko มองว่านี่คือยุคทองของซอฟต์แวร์ เพราะแอปเดิมออกแบบมาเพื่อ “ผู้ใช้โดยเฉลี่ย” ใช้หน้าจอเดียวกันทั้งคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ต่อไปแอปจะปรับรูปร่างตามงานและนิสัยของแต่ละคนได้
- นักพัฒนาบางคนเล่าว่าสร้างโปรแกรมแต่งภาพแบบ Lightroom ที่ตรงกับงานตัวเอง หรือ สร้างเครื่องมือควบคุมคอมพิวเตอร์ไว้ใช้กับแชตบอตหลายตัว
“ที่ตายคือซอฟต์แวร์ธรรมดา ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ทั้งหมด”
Micky (@Rasmic), Luke Pighetti และนักพัฒนาอีกหลายคนที่เติมคำขยายหน้าคำว่า software
- ค่ายนี้เห็นด้วยครึ่งหนึ่ง โพสต์ต้นทางของ Rasmic ก็ใส่วงเล็บว่า “(Most)” มีคนเขียนทำนองว่า “ซอฟต์แวร์ไม่ได้ตาย ซอฟต์แวร์ระดับธรรมดาต่างหากที่ตาย” เพราะใครก็โคลนแอปพอใช้ได้ในหนึ่งสุดสัปดาห์ สิ่งที่ยังเป็นธุรกิจได้คือตำแหน่งในตลาด ความไว้ใจ และช่องทางเข้าถึงลูกค้า
- Luke Pighetti เล่าจากแอปมือถือของตัวเองว่า มีคู่แข่งโผล่มาสองราย เขาจึงให้ AI สร้างฟีเจอร์ที่ดีที่สุดของคู่แข่งใส่แอปตัวเอง แล้วต้องเปิดแพ็กเกจฟรีเพื่อแข่ง เขาสรุปว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่ตลาดกำลัง “แข่งกันลงเหว”
- อีกความเห็นหนึ่งเสนอว่า เมื่อสร้างได้ถูกลง ทุกทีมจะอยากได้ซอฟต์แวร์ที่ตรงกับวิธีทำงานของตัวเอง วิศวกรจึงไม่หายไป แต่ย้ายไปเขียน spec รีวิว และตัดสินใจว่าอะไรควรขึ้นระบบจริง
“สร้างง่าย แต่เป็นเจ้าของแพง”
Marc Schmidt, Mark Ajzenstadt และนักพัฒนาที่ยกเรื่องการดูแลระบบ
- Marc Schmidt วิศวกรซอฟต์แวร์อิสระ เขียนโพสต์ที่มียอดแสดงผลราว 4.5 หมื่นครั้งว่า เรามีซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ติดตั้งเองได้ด้วย Docker container เดียวมาหลายปีแล้ว ฟรีและง่ายกว่า vibe coding แต่คนก็ยังเลือกจ่าย SaaS เขาให้เหตุผลว่าการเป็นเจ้าของมาพร้อมภาระดูแลและความเครียด ถ้าระบบพังเช้าวันอาทิตย์ ต้องมานั่งพิมพ์ prompt แก้เอง แทนที่จะจ่ายเดือนละ 12 ดอลลาร์ให้บริษัทที่ดูแลให้
- Mark Ajzenstadt ผู้ก่อตั้ง Limestone เล่าว่า เขาปฏิเสธผู้ขายรายหนึ่งแล้วสร้างเครื่องมือเอง การทำให้รันบนเครื่องตัวเองนั้นง่าย แต่ของที่จะใช้แทนผู้ขายได้ต้องโฮสต์ ต้องออนไลน์ตลอด ต้องจ่ายค่าโทเคนทุกครั้งที่รัน และต้องมีคนแก้เมื่อพัง เขาแนะนำให้คิดเป็นชั่วโมงคูณค่าเวลา แล้ววางเทียบกับใบแจ้งหนี้ก่อนยกเลิกอะไร
- นักพัฒนารายหนึ่งเสนอทางกลางว่าน่าจะเกิด SaaS ที่ปรับรูปร่างได้ตามคำอธิบายของลูกค้าแต่ละราย โดยผู้ให้บริการยังรับภาระโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎ และการเชื่อมต่อระบบ
“ดูตัวเลขธุรกิจก่อน ลูกค้ายังจ่ายอยู่”
Amir Salihefendić (Todoist), David Cramer (Sentry) และผู้ที่ตั้งคำถามว่าคนทั่วไปอยากสร้างเองจริงไหม
- Salihefendić เขียนว่า แอปจดงานน่าจะเป็นกลุ่มที่โดนผลกระทบหนัก แต่ Todoist ทำสถิติทั้งรายได้และจำนวนผู้ใช้ และการเติบโตกลับมาเร่งขึ้น ในอีกโพสต์เขาบอกว่า บริษัทใช้เงินกว่า 20 ล้านดอลลาร์ต่อปีพัฒนาแอป และเปรียบว่าหลายคนทำอาหารเป็น แต่ไม่ใช่ระดับมิชลิน ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่บริษัทรายงานเอง ยังไม่มีแหล่งอิสระยืนยัน
- ผู้ใช้ Dr Futuro เปรียบว่าแท่นพิมพ์ไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นนักเขียน และ WordPress ไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นนักพัฒนา คนรู้ว่าตัวเองมีปัญหา แต่ไม่ได้แปลว่าจะออกแบบทางแก้ที่ดีที่สุดได้ อีกความเห็นหนึ่งบอกว่าเพื่อนที่ไม่ได้ทำงานสายเทคครึ่งหนึ่งยังไม่มี ChatGPT ด้วยซ้ำ
- ฝั่งเสียดสีก็มีมาก Christian Keil นักลงทุนของ a16z โพสต์ล้อว่า “Hardware is dead ยุคนี้เป็นยุคโรงงานผลิตชิปส่วนตัว” ส่วน Jack Ellis ผู้ร่วมก่อตั้ง Fathom Analytics โพสต์ล้อว่า “คุณยายเพิ่ง vibe code แอปบิงโกของตัวเอง”
“ลูกค้ารายใหม่ของซอฟต์แวร์คือ AI Agent”
Levels เองในโพสต์ถัด ๆ มา, Salihefendić และนักพัฒนาที่เสนอให้ “สร้างของให้ Agent ใช้”
- Levels เขียนว่าซอฟต์แวร์ที่มีเครือข่ายผู้ใช้อย่างโซเชียลมีเดีย หรือโครงสร้างอย่าง Shopify และ Stripe จะยังอยู่ แต่ AI จะเป็นคนเรียกใช้มันเพื่อสร้างซอฟต์แวร์เฉพาะตัวให้ผู้ใช้ ทางรอดคือ “เป็นเครื่องมือที่ Agent ใช้ แล้วเก็บเงินจาก Agent” เขาเตือนเองว่าตลาดนี้จะดุ เพราะ Agent จะหาบริการที่ดีที่สุดในราคาต่ำที่สุด และฟรีถ้าเป็นไปได้
- Salihefendić ให้ข้อมูลฝั่งเดียวกันว่า การใช้งาน Todoist ผ่าน MCP เพิ่มขึ้นมาก และเขาคิดว่า Agent เป็นตัวขับส่วนใหญ่ (MCP คือมาตรฐานที่ให้ AI เชื่อมต่อกับแอปและข้อมูลภายนอก)
- Marc Schmidt เสนอว่าคูเมืองของงานซับซ้อน ย้ายไปอยู่ที่ harness ส่วนตัว คือชุดเครื่องมือ คำสั่ง และขั้นตอนตรวจที่ทีมปรับมาหลายพันจุดจนให้ AI สร้างของใหญ่ได้จริง โค้ดเปิดเผยได้ แต่ harness เป็นความลับทางการค้า
เรื่องแรงจูงใจที่ผู้โพสต์เปิดเผยเอง: Levels เขียนว่าทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของเขาอยู่ในหุ้น AI และวิจารณ์ว่าคนจากบริษัท AI ที่ตอบว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสร้างสตาร์ตอัป” ควรถูกอ่านว่า “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการจ่ายค่าโทเคนให้บริษัทเรา” ในทางกลับกัน ผู้ก่อตั้ง Todoist และ Sentry ก็มีส่วนได้เสียกับการที่ SaaS ยังขายได้ การรู้แรงจูงใจไม่ได้ทำให้ข้อโต้แย้งผิด แต่ช่วยให้อ่านอย่างระวังขึ้น
ทดลอง 01 — สร้างเองด้วย AI หรือจ่ายค่า SaaS: คิดแบบ Ajzenstadt
การจำลองเชิงการศึกษา ตัวเลขทุกค่าเป็นสมมติฐานที่ปรับได้ ไม่ใช่ราคาจริงของบริการใด และไม่ได้รวมความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยหรือข้อมูลหาย เลือกโจทย์ตัวอย่างแล้วลองขยับตัวเลข
เลือกโจทย์ตัวอย่าง
กำลังคำนวณ…
สูตร: สร้างเอง = ชั่วโมงสร้าง × ค่าเวลา + เดือน × (ชั่วโมงดูแล × ค่าเวลา + ค่าโทเคนและโฮสต์) / จ่าย SaaS = เดือน × ค่า SaaS ตัวเลขตั้งต้นของแต่ละโจทย์เป็นสมมติฐานของ Hybrid Mind ไม่ได้มาจากผลสำรวจ
ข้อมูลจริงนอก X ว่าอย่างไร
ข้อถกเถียงบน X ส่วนใหญ่เป็นการคาดการณ์ เราจึงหาข้อมูลที่วัดได้มาวางคู่กัน ทุกแหล่งมีข้อจำกัดของตัวเอง ซึ่งเราเขียนกำกับไว้
McKinsey: 32% เคยเลือกสร้างเองแทนซื้อ
รายงาน The State of AI ปี 2026 สำรวจผู้ตอบ 1,719 คนช่วง 4 พ.ค. ถึง 8 มิ.ย. 2026 พบว่า 32% บอกว่าองค์กรเคยตัดสินใจไม่ซื้อซอฟต์แวร์หรือฟีเจอร์ อย่างน้อยหนึ่งรายการ เพราะสร้างเองได้ด้วย Coding Agent กลุ่มเทคโนโลยีสูงสุดที่ 41%
ข้อจำกัด: “อย่างน้อยหนึ่งรายการ” ไม่เท่ากับเลิกใช้ SaaS ทั้งหมด และเราอ่านตัวเลขผ่านสรุปข่าว เพราะหน้าเว็บ McKinsey โหลดไม่ได้ระหว่างตรวจ
Retool: 35% แทน SaaS อย่างน้อยหนึ่งตัวแล้ว
รายงาน Build vs. Buy 2026 ของ Retool สำรวจลูกค้าและผู้สร้างแอป 817 คนช่วงปลายปี 2025 พบว่า 35% เคยแทน SaaS อย่างน้อยหนึ่งตัวด้วยของที่สร้างเอง 78% คาดว่าจะสร้างเครื่องมือภายในมากขึ้นในปี 2026 และ 60% เคยปล่อยเครื่องมือโดยไม่ผ่านการดูแลของฝ่าย IT
ข้อจำกัด: ผู้ตอบเป็นลูกค้าของ Retool ซึ่งขายแพลตฟอร์มสร้างแอป กลุ่มตัวอย่างจึงเอนไปทางคนที่สร้างเองอยู่แล้ว
หุ้นซอฟต์แวร์ร่วงแล้วฟื้น
ดัชนี S&P 500 Software & Services ร่วงกว่า 26% จากปลายเดือนมกราคมถึงจุดต่ำสุดในเดือนเมษายน 2026 เหตุการณ์ที่สื่อเรียกว่า “SaaSpocalypse” หลัง Anthropic เปิดตัว Claude Cowork และปลั๊กอินสำหรับงานออฟฟิศ แต่ Reuters รายงานวันที่ 6 ต.ค. ว่าดัชนีกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ของปี และนักวิเคราะห์คาดการเติบโตของกำไรปี 2026 ไว้ที่ 20.6% เพิ่มจาก 13.8% เมื่อปลายเดือนมีนาคม
ข้อจำกัด: ราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุน ไม่ได้วัดว่าผู้ใช้ทั่วไปเลิกจ่ายค่า SaaS หรือไม่
ซอฟต์แวร์บางกลุ่มเจ็บกว่ากลุ่มอื่น
การวิเคราะห์ของ Hargreaves Lansdown พบว่าหุ้นซอฟต์แวร์โดยเฉลี่ยร่วง 27% จากสิ้นปี 2025 ถึงวันที่ 10 เม.ย. 2026 กลุ่มความปลอดภัยไซเบอร์กลับขึ้นราว 66% ในปีนี้ ส่วนกลุ่มที่ยังตามหลังคือเครื่องมือออกแบบ สร้างเว็บไซต์ และงานประจำวันอย่างยื่นภาษี ซึ่ง AI ทำแทนได้ง่าย
ข้อจำกัด: เป็นการจัดกลุ่มของโบรกเกอร์รายเดียว ถ่วงน้ำหนักทุกบริษัทเท่ากัน

ข้อมูลที่ค่าย C ควรยกแต่แทบไม่มีใครยก: ความปลอดภัยของโค้ดจาก AI
รายงาน GenAI Code Security ของ Veracode ปี 2025 ทดสอบโมเดลกว่า 100 ตัวกับงานเขียนโค้ด 80 งาน พบว่าใน 45% ของงาน โมเดลเลือกวิธีที่มีช่องโหว่ในกลุ่ม OWASP Top 10 อัปเดตช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ระบุว่าอัตราผ่านด้านความปลอดภัยยังอยู่ราว 55% ทั้งที่อัตราเขียนโค้ดถูกไวยากรณ์ขึ้นไปเกิน 95% แล้ว ตัวเลขนี้วัดกรณีที่ไม่ได้สั่งเรื่องความปลอดภัยไว้ใน prompt
ข้อนี้สำคัญกับคำว่า “Agent ดูแลซอฟต์แวร์ของตัวเองได้” เพราะ bug ที่ทำให้แอปพังจะเด้งกลับมาให้ Agent เห็น แต่ช่องโหว่ที่เปิดให้ข้อมูลรั่วมักไม่ทำให้แอปพัง จึงไม่วนกลับไปให้ใครแก้ ข้อสังเกตนี้เป็นการวิเคราะห์ของ Hybrid Mind ยังไม่มีงานวิจัยวัดตรง ๆ ว่าซอฟต์แวร์ส่วนตัวที่ Agent ดูแลเองรั่วบ่อยแค่ไหน
ตัวเลขที่ Levels ยก ตรวจแล้วเป็นอย่างไร
| ข้อความในโพสต์ | ผลตรวจ |
|---|---|
| “มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกราว 40 ล้านคน” | ใกล้เคียง แต่ต่ำไป SlashData ประเมินไว้ 48.4 ล้านคน (ข้อมูลไตรมาส 3 ปี 2025) |
| “มีคน 2 พันล้านคนใช้เครื่องมือ AI เป็นประจำ” | ยังไม่ยืนยัน เราไม่พบแหล่งเดียวที่วัดตัวเลขนี้ตรง ๆ ตัวเลขผู้ใช้ที่บริษัท AI ประกาศใช้นิยามต่างกันและนับซ้ำข้ามบริการ |
| “แอปแชต AI สร้างซอฟต์แวร์ให้ผู้ใช้อยู่แล้ว เช่นรายงาน PDF และแดชบอร์ด” | ความสามารถมีจริง สัดส่วนไม่ทราบ แอปแชตหลายตัวสร้างโค้ดและหน้าเว็บย่อยในหน้าแชตได้จริง แต่ไม่มีข้อมูลสาธารณะว่าคนทั่วไปใช้แทน SaaS มากแค่ไหน |
ทดลอง 02 — ซอฟต์แวร์แบบไหนที่ “personal software” แทนได้ง่าย
การจำลองเชิงการศึกษาแบบกำหนดน้ำหนักล่วงหน้า สร้างจากเหตุผลของค่ายต่าง ๆ บน X และการจัดกลุ่มของ Hargreaves Lansdown ไม่ใช่โมเดลทำนายราคาหุ้นหรือยอดขาย เลือกตัวอย่างหรือติ๊กลักษณะเองก็ได้
กำลังคำนวณ…
หลักฐานสนับสนุนอะไร และอะไรยังพิสูจน์ไม่ได้
- องค์กรจำนวนไม่น้อยเริ่มสร้างเองแทนซื้อแล้วอย่างน้อยบางรายการ (McKinsey 32%, Retool 35% แม้กลุ่มตัวอย่างต่างกัน)
- ตลาดหุ้นเคยตีราคาความเสี่ยงนี้แรงมาก แล้วถอยกลับเมื่อกำไรจริงของบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ยังโต
- ซอฟต์แวร์ที่คุณค่าอยู่ที่หน้าจอหรืองานง่ายถูกกดดันมากกว่าซอฟต์แวร์ที่มีข้อมูลเฉพาะ กฎระเบียบ หรือความปลอดภัยเป็นแกน
- โค้ดจาก AI ยังมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในอัตราสูง หากไม่มีการสั่งหรือการตรวจเพิ่ม
- คนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานสายเทคใช้ซอฟต์แวร์ที่ AI สร้างแทน SaaS มากแค่ไหน ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะ
- Agent “ดูแลซอฟต์แวร์ของตัวเองได้” ในระยะยาว โดยไม่มีคนเข้าใจโค้ดเลย ยังไม่มีงานศึกษาระยะยาวรองรับ
- ตัวเลขรายได้และการเติบโตของ Todoist เป็นข้อมูลที่บริษัทแจ้งเอง
- ข้อสรุปว่า “มาถูกทิศแต่เร็วไป” มาจากแชตบอตสรุปความเห็น ไม่ใช่การสำรวจ
สรุปแบบระวังที่สุดคือ ต้นทุนการสร้างซอฟต์แวร์ลดลงจริง แต่ต้นทุนการเป็นเจ้าของยังไม่ได้ลดตาม ซอฟต์แวร์ที่ใช้ครั้งเดียวจึงน่าจะได้ประโยชน์ก่อน ส่วนซอฟต์แวร์ที่ต้องอยู่ยาว ต้องปลอดภัย และต้องมีคนรับผิดชอบ ยังมีเหตุผลให้จ่ายเงินอยู่


ทดลอง 03 — เมื่อซอฟต์แวร์พัง ใครเป็นคนแก้
การจำลองเชิงการศึกษาแบบกำหนดผลล่วงหน้า เทียบสามแบบ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ที่ AI สร้างแล้วทิ้ง ซอฟต์แวร์ส่วนตัวที่เก็บไว้ใช้ต่อ และ SaaS ที่จ่ายเงิน ผลเป็นภาพรวมทั่วไป ผู้ให้บริการแต่ละรายรับผิดชอบไม่เท่ากัน ควรอ่านเงื่อนไขของบริการที่ใช้จริง
เลือกเหตุการณ์
กำลังโหลด…
AI สร้างแล้วทิ้ง
ซอฟต์แวร์ส่วนตัวที่ใช้ต่อ
SaaS ที่จ่ายเงิน
นำไปใช้อย่างไร แยกตามผู้อ่าน
ผู้ใช้ทั่วไป
- ใช้ AI สร้างเครื่องมือชั่วคราวได้เลย เช่น แปลงไฟล์ สรุปตาราง หรือคำนวณงบเที่ยว
- อย่าใส่รหัสผ่าน ข้อมูลบัตร หรือข้อมูลสุขภาพลงในแอปที่ AI สร้างแล้วยังไม่มีใครตรวจ
- ก่อนยกเลิก SaaS ให้ถามว่าถ้ามันพังวันหยุด ใครจะแก้ และข้อมูลเก่าจะย้ายไปไหน
นักพัฒนาและผู้ก่อตั้ง
- ถ้าคุณค่าของผลิตภัณฑ์คือหน้าจอที่โคลนได้ในสุดสัปดาห์ ให้หาคุณค่าที่โคลนยาก เช่น ข้อมูลเฉพาะ ความไว้ใจ หรือการรับผิดชอบ
- คิดเรื่องให้ Agent เป็นผู้ใช้ เช่นเปิด API หรือ MCP ที่ใช้ง่ายและคิดราคาให้ชัด
- เปิดเผยแรงจูงใจของตัวเองเมื่อพยากรณ์อนาคตของตลาด เหมือนที่ Levels ทำ
ทีมไอทีและธุรกิจ
- ใช้สูตรแบบทดลอง 01 กับตัวเลขจริงขององค์กร รวมชั่วโมงดูแลด้วย ไม่ใช่แค่ชั่วโมงสร้าง
- ทำทะเบียนเครื่องมือที่ทีมสร้างเอง เพราะ Retool พบว่า 60% ของผู้สร้างเคยปล่อยเครื่องมือนอกการดูแลของฝ่าย IT
- สร้างเองได้ แต่ต้องกำหนดเจ้าของ ชุดทดสอบ การสำรองข้อมูล และการตรวจความปลอดภัยก่อนใช้กับข้อมูลลูกค้า

อ่านต่อบน Hybrid Mind
คำถามที่พบบ่อย
1. “Software is dead” แปลว่าซอฟต์แวร์จะหายไปจริงไหม?
ไม่ใช่ Levels อธิบายเองว่าเขาหมายถึงคนจะจ่ายเงินให้ AI ที่สร้างซอฟต์แวร์ตามต้องการ แทนการจ่ายค่าซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ซอฟต์แวร์จึงอาจมีมากขึ้นด้วยซ้ำ สิ่งที่ถกกันคือใครได้เงิน และใครรับภาระดูแล
2. มีข้อมูลไหมว่าองค์กรเลิกซื้อ SaaS แล้วหันมาสร้างเอง?
มีบางส่วน McKinsey พบว่า 32% เคยตัดสินใจไม่ซื้อซอฟต์แวร์หรือฟีเจอร์อย่างน้อยหนึ่งรายการเพราะสร้างเองได้ และ Retool พบว่าลูกค้าของตัวเอง 35% เคยแทน SaaS อย่างน้อยหนึ่งตัว แต่ทั้งสองไม่ได้บอกว่าองค์กรเลิกใช้ SaaS ทั้งหมด
3. ถ้า AI ดูแลแอปให้เองได้ ทำไมยังต้องห่วงเรื่องการดูแล?
ยังไม่มีหลักฐานระยะยาวว่าทำได้เสมอ ข้อผิดพลาดที่ทำให้แอปพังจะถูกเห็นและส่งกลับไปแก้ได้ แต่ช่องโหว่ความปลอดภัยและข้อมูลที่ค่อย ๆ เสียมักไม่แสดงอาการ Veracode พบว่าโค้ดจาก AI มีช่องโหว่ในราว 45% ของงานทดสอบเมื่อไม่ได้สั่งเรื่องความปลอดภัย
4. ซอฟต์แวร์ประเภทไหนเสี่ยงถูกแทนที่มากที่สุด?
ซอฟต์แวร์ที่ใช้คนเดียว คุณค่าอยู่ที่หน้าจอ และข้อมูลย้ายออกง่าย ส่วนซอฟต์แวร์ที่มีเครือข่ายผู้ใช้ ข้อมูลเฉพาะ กฎหมายกำกับ หรือเกี่ยวกับเงินจริง ถูกแทนยากกว่า ข้อมูลหุ้นของ Hargreaves Lansdown ก็ชี้ไปทางเดียวกัน
5. คนทั่วไปควรเลิกจ่ายค่าแอปแล้วให้ AI สร้างให้ไหม?
ขึ้นกับงาน ถ้าเป็นงานครั้งเดียวหรือเครื่องมือเล็ก ๆ ส่วนตัว การให้ AI สร้างมักคุ้ม ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวกับเงิน ภาษี ข้อมูลลูกค้า หรือต้องใช้ต่อเนื่องหลายปี ควรคิดค่าเวลาดูแลและความเสี่ยงก่อน ทดลอง 01 ช่วยให้เห็นภาพได้
เอกสารอ้างอิงและขอบเขตการตรวจ
- @levelsio — “Software is dead / It’s now the era of personal software” (11 ต.ค. 2026) และโพสต์ขยายความ “A big % of tech people don’t get it”, สรุปการถกเถียง (12 ต.ค.), เรื่องแรงจูงใจ (12 ต.ค.)
- McKinsey — The State of AI (หน้ารายงานหลัก) อ่านตัวเลขปี 2026 ผ่านสรุปของ Startup Fortune
- Retool — The Build vs. Buy Shift (2026 Build vs. Buy Report)
- Reuters ผ่าน Investing.com — US software stocks scale fresh 2026 highs as AI disruption worries fade (6 ต.ค. 2026)
- The Batch (DeepLearning.AI) — Claude Cowork Plugins Trigger a SaaS Stock Selloff
- Hargreaves Lansdown — What happened to software stocks after the AI-driven “SaaSpocalypse”?
- Veracode — Spring 2026 GenAI Code Security Update และ2025 GenAI Code Security Report
- SlashData — Developer Population Sizing (Q3 2025)
- โพสต์บน X ทุกโพสต์ที่อ้างในบทความ ลิงก์ไว้ในแต่ละค่าย
ขอบเขตการตรวจ: ช่วงเวลาของโพสต์ที่อ่านคือ 10–12 ต.ค. 2026 (UTC) โดยเน้นวันที่ 11–12 เราใช้เครื่องมืออ่าน X แบบสาธารณะ ค้นหา 7 ครั้ง ดึงโพสต์ที่โควตโพสต์หลัก 1 ครั้ง และดึงโพสต์ตาม ID 1 ครั้ง ได้ผลรวม 199 รายการ (โพสต์ไม่ซ้ำ 184 โพสต์ รวมโพสต์นอกประเด็นที่ติดมากับคำค้น) และอ่านโพสต์ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้โดยตรงราว 150 โพสต์ ตัวเลขปริมาณมาจาก X Counts API 3 ชุดคำค้น วัดเมื่อ 13 ต.ค. 2026 ราว 01:06–01:08 น. (เวลาไทย)
ตัวอย่างโพสต์นี้ไม่ได้เป็นตัวแทนความเห็นของนักพัฒนาหรือผู้ใช้ทุกคน และเราไม่ได้คำนวณสัดส่วนความเห็น ยอดไลก์และยอดแสดงผลเป็นค่า ณ เวลาที่อ่าน Hybrid Mind ไม่ได้ทดลองสร้างซอฟต์แวร์แทน SaaS จริง ไม่ได้ตรวจตัวเลขของ Todoist และอ่านผลสำรวจ McKinsey ผ่านสรุปข่าว ทุก Lab เป็นการจำลองเชิงการศึกษา
หมายเหตุความโปร่งใส: Levels ระบุว่าถือหุ้นบริษัท AI หลายแห่ง ผู้ก่อตั้ง Todoist และ Sentry มีส่วนได้เสียกับธุรกิจ SaaS และ Retool ขายแพลตฟอร์มสร้างแอป บทความนี้ค้นคว้าและเรียบเรียงโดยใช้เครื่องมือ AI ช่วย

ใส่ความเห็น