Amjad Masad ซีอีโอของ Replit พูดบนเวที TechCrunch Disrupt ว่า Replit “ไม่ได้ทำงานกับ Anthropic แล้ว” และ “ผมคิดว่า ChatGPT ดีกว่าตอนนี้” โดยให้เหตุผลสามข้อคือต้นทุน ความเป็นพาร์ตเนอร์ และประสิทธิภาพ แต่ต่อมาเขาชี้แจงบน X ว่า Replit ยังเป็น model agnostic ผู้ใช้ยังเลือกโมเดลของ Anthropic ได้ สิ่งที่เปลี่ยนจริงคือ OpenAI กลายเป็น “พาร์ตเนอร์หลัก” ที่ขับ Replit Agent เป็นค่าเริ่มต้น (default)
วงถกบน X จึงเลื่อนจาก “เลิกกันแล้ว” มาเป็นคำถามว่าการเปลี่ยนค่าเริ่มต้นสำคัญแค่ไหน ฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในชุดที่เราอ่านมองว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยเปิดเมนูเลือกโมเดล ใครได้ช่อง default จึงได้ทราฟฟิกส่วนใหญ่ไป อีกหลายฝั่งถกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบิลค่า token เป็นการต่อรองราคาต่อหน้าสาธารณะ หรือเป็นหลักฐานว่าโมเดลกลายเป็นชิ้นส่วนที่เปลี่ยนได้แล้ว ข้อสรุปของ Hybrid Mind คือข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้มีแค่ว่า OpenAI เป็นค่าเริ่มต้นใหม่และ Claude ยังเลือกได้ ส่วนคำว่า “ChatGPT ดีกว่า” ยังอ้างอิงเบนช์มาร์กของ Replit เอง และกระดานคะแนนอิสระอย่าง Vibe Code Bench ของ Vals AI ยังให้ Claude Sonnet 5.5 อยู่อันดับหนึ่ง

ประโยคเดียวบนเวที กลายเป็นข่าว “เลิกกัน” ก่อนจะถูกชี้แจงว่าเป็นแค่การย้ายค่าเริ่มต้น
Replit เป็นแพลตฟอร์มเขียนและ deploy แอปในเบราว์เซอร์ที่มี Replit Agent ช่วยสร้างแอปจากคำสั่งภาษาคน (vibe coding) ก่อนหน้านี้ Replit พึ่งโมเดล Claude ของ Anthropic เป็นหลัก และ Masad เล่าบนเวทีเองว่าจนถึงไม่นานมานี้ Replit เป็นลูกค้า 5 อันดับแรกของ Anthropic ในเดือนสิงหาคม 2026 Replit ประกาศความร่วมมือกับ OpenAI แต่ตอนนั้นไม่มีสัญญาณว่าจะเลิกใช้ Anthropic
บนเวที TechCrunch Disrupt เมื่อวันพฤหัสบดี (15 ต.ค. ตามเวลาสหรัฐฯ) พิธีกรถามเรื่องนี้ Masad ตอบว่า Replit ไม่ได้ทำงานกับ Anthropic แล้ว และพูดว่า “I think ChatGPT is better now” เขาบอกว่า Replit มีเบนช์มาร์กภายในและเบนช์มาร์กสาธารณะ ซึ่ง Sol และ Astra (โมเดลตระกูล GPT-6 ของ OpenAI) “ทำได้ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอในการสร้างแอปแบบ vibe coding ตั้งแต่ศูนย์” TechCrunch ลงข่าวพาดหัวว่า Replit เลิกทำงานกับ Anthropic แล้ว แต่ในข่าวเดียวกันก็มีแหล่งข่าวที่รู้เรื่องความร่วมมือบอกว่าความร่วมมือ “ยังอยู่” และชี้ว่าบล็อกของ Replit ปลายเดือนกันยายนยังระบุ Claude Fable 5 และ 5.1 เป็นโมเดลที่รันอยู่ใน production ของ Replit Agent
ตัวเลขนับจาก X Recent Counts ด้วยคำค้น Replit (Anthropic OR Claude OR OpenAI OR ChatGPT OR Masad OR amasad) ชั่วโมงพีคคือ 17 ต.ค. 08:00–09:00 น. (เวลาไทย) ที่ 51 โพสต์ ก่อนมีข่าว คำค้นใกล้เคียงกันมีราว 60–80 โพสต์ต่อวัน ตัวเลขนี้เป็นปริมาณการพูดถึง ไม่ใช่สัดส่วนความเห็น และนับต่ำกว่าจริง เพราะหลายโพสต์ไม่ได้พิมพ์ชื่อบริษัทครบ ค่า impressions เป็นค่า ณ เวลาที่ดึง (18 ต.ค. ราว 06:50 น.)
- Masad พูดบนเวที TechCrunch Disrupt ว่า Replit ไม่ได้ทำงานกับ Anthropic แล้ว เพราะต้นทุน ความเป็นพาร์ตเนอร์ และประสิทธิภาพ
- TechCrunch โพสต์ข่าวบน X พาดหัวว่า “Replit is no longer working with Anthropic” โพสต์นี้กลายเป็นต้นทางหลักของวงถก
- Ed Zitron นักวิจารณ์อุตสาหกรรม AI quote ข่าวพร้อมเครื่องหมายคำถาม ว่า Replit เลิกใช้ Anthropic จริงหรือ ได้ราว 12,700 impressions
- ชั่วโมงพีค โพสต์ส่วนใหญ่ยังเล่าข่าวในกรอบ “เลิกกัน” ทั้งภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และตุรกี
- Mark Kretschmann (mark_k) สรุปว่า “คำพูดนั้นจริง แต่การเลิกกันยังไม่ยืนยัน” เพราะบล็อกของ Replit เองยังเขียนต่างออกไป
- Masad ชี้แจงบน X ว่า Replit ยังเป็น model agnostic และ OpenAI คือพาร์ตเนอร์หลักที่ขับ Agent เจ็ดนาทีต่อมา Samuel Spitz ฝ่าย AI Products ของ Replit เสริมว่า สำหรับงานส่วนใหญ่บน Replit โมเดลของ OpenAI ให้ cost-per-performance ดีที่สุด “แม้เทียบกับ open source”
- TechCrunch อัปเดตข่าวและเปลี่ยนพาดหัวเป็น “Replit makes OpenAI its default over Anthropic, CEO says” วงถกรอบสองหันไปที่คำว่า “default”
สามชั้นของเรื่องเดียวกัน: พูดบนเวที ชี้แจงทีหลัง และหลักฐานที่ตรวจได้
“ไม่ได้ทำงานกับ Anthropic แล้ว”
Masad ตอบรับคำถามว่าเลิกทำงานกับ Anthropic และพูดว่า “I think ChatGPT is better now” พร้อมบอกว่าตัดสินใจจากต้นทุน ความเป็นพาร์ตเนอร์ และประสิทธิภาพ “for now” ประโยคนี้มีวิดีโอบนเวทีเป็นหลักฐาน และ TechCrunch ยกคำพูดตรงมาไว้ในข่าว
“OpenAI คือพาร์ตเนอร์หลักที่ขับ Agent”
บน X เขาเขียนว่าผู้ใช้ยังเลือกโมเดลของ Anthropic และโมเดลอื่นได้ สิ่งที่หมายถึงคือ OpenAI เป็นพาร์ตเนอร์หลัก “ตามประสิทธิภาพ ต้นทุน และความแข็งแรงของความร่วมมือ” และ Replit จะ “ปรับประสบการณ์เริ่มต้นให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุดในราคาที่ดีที่สุด” เมื่อมีคนถามต่อ เขาตอบสั้นๆ ว่า “OpenAI models are generally more affordable”
Claude ยังอยู่ในเมนู
changelog ของ Replit วันที่ 2 ต.ค. เพิ่มทั้ง GPT-6.1 Sol (Max Mode) และ Claude Sonnet 5.5 (Power Mode) และ changelog วันที่ 16 ต.ค. ซึ่งเป็นวันหลังจากที่ Masad ขึ้นเวที ยังเพิ่ม Claude Haiku 5.5 ให้ผู้ใช้ Core และ Pro เลือกได้ หน้าเอกสาร Model selector ยังมี Claude Opus 5.5, Fable 5.1 และ Sonnet 5 ในรายการ
สิ่งที่ยังไม่มีใครเปิดเผย: Replit ไม่ได้บอกว่าทราฟฟิกกี่เปอร์เซ็นต์ย้ายไป OpenAI สัญญากับ Anthropic เหลืออะไรบ้าง หรือได้ราคาพิเศษจาก OpenAI เท่าไร เอกสาร Model selector ระบุว่า Free Mode ใช้ “intelligent model routing” เสมอ คือให้ Replit เลือกโมเดลตามงาน และผู้ใช้ Free Mode เลือกโมเดลเองไม่ได้ ส่วนผู้ใช้ Core และ Pro เลือกเองได้ใน Power Mode และ Max Mode เอกสารไม่ได้บอกว่า “default” ในคำพูดของ Masad หมายถึงโมเดลที่ router เลือกบ่อยที่สุด หรือโมเดลที่ตั้งไว้ล่วงหน้าในเมนู TechCrunch เขียนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้ค่าเริ่มต้นโดยไม่เลือกเอง แต่ไม่ได้ให้ตัวเลข


ทำไมการย้ายค่าเริ่มต้นของแพลตฟอร์มเดียวถึงกลายเป็นวงถกใหญ่
Replit เคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ Anthropic
Masad พูดเองบนเวทีว่า Replit เคยอยู่ใน 5 อันดับแรก และ TechCrunch เขียนว่าความร่วมมือกับ Claude เคยถูกมองว่าช่วยให้รายได้ของ Replit โตเร็ว การที่ลูกค้าขนาดนี้ออกมาพูดว่า “อีกฝั่งดีกว่า” จึงถูกอ่านเป็นสัญญาณของตลาด ไม่ใช่แค่การปรับเมนู
Claude Code มีฐานแฟนเหนียวแน่นในสายเขียนโค้ด
คำถามบนเวทีที่ Karl Mehta ตัดคลิปมาโพสต์ คือการทิ้ง Anthropic สมเหตุสมผลไหม ในเมื่อ Claude Code มี “cult following” วงถกจึงพาความภักดีต่อแบรนด์ของนักพัฒนาเข้ามาด้วย
ช่วงเดียวกับที่ตลาดจับตาราคาและรายได้ของ Anthropic
สัปดาห์เดียวกันมีข่าวรายได้ไตรมาส 3 ของ Anthropic และการถกเรื่องมูลค่า IPO บางโพสต์ เช่นความเห็นนี้ ใต้ข่าว The Information หยิบเรื่อง Replit ไปเป็นตัวอย่างความเสี่ยงว่าลูกค้ารายใหญ่ย้ายค่าเริ่มต้นได้ ข้อนี้เป็นการตีความของผู้โพสต์ ยังไม่มีตัวเลขว่ากระทบรายได้เท่าไร
คำพูดกับเอกสารของบริษัทไม่ตรงกันในวันแรก
บนเวทีบอกว่าเลิกแล้ว แต่ blog ปลาย ก.ย. ยังระบุ Claude ใน production แหล่งข่าวของ TechCrunch บอกว่าความร่วมมือยังอยู่ และ changelog วันถัดมายังเพิ่มโมเดล Claude ช่องว่างนี้ทำให้คนแตกเป็นฝั่ง “เลิกจริง” กับฝั่ง “แค่ลดชั้น” ก่อนที่คำชี้แจงจะออกมาเกือบหนึ่งวันให้หลัง
5 ฝั่งบน X: ค่าเริ่มต้นคือสนามจริง หรือเป็นแค่เรื่องเล่าของบิลค่า token
เราจัดกลุ่มจาก 214 โพสต์ที่อ่าน (ไม่นับ repost 193 โพสต์) เป็นการจัดกลุ่มเชิงคุณภาพ ไม่ใช่สัดส่วนของคนบน X โพสต์จำนวนมากเข้าได้หลายฝั่ง และบัญชีจำนวนไม่น้อยเป็นบัญชีสรุปข่าวที่โพสต์คล้ายกัน เราจึงไม่นับเป็นเสียงแยก สำหรับบัญชีส่วนตัวขนาดเล็ก เราสรุปความแทนการระบุชื่อ และใส่ลิงก์ให้ตรวจต้นฉบับได้
“ไม่มีใครเปลี่ยน default” ใครได้ช่องนี้ก็ได้ทราฟฟิกไป
ฝั่งที่เราเห็นบ่อยที่สุดหลังคำชี้แจง ทั้งผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัป นักพัฒนา และบัญชีข่าว
- ผู้ก่อตั้งรายหนึ่งเขียนว่า Replit ไม่ได้ทิ้ง Claude แต่บนแพลตฟอร์มแบบนี้ “default คือทราฟฟิกส่วนใหญ่” อีกหลายโพสต์พูดทำนองเดียวกัน เช่นโพสต์นี้ที่บอกว่า “nobody changes the default”
- บางคนมองไกลกว่านั้นโพสต์หนึ่งคิดว่าแล็บ AI กำลังแข่งกันน้อยลงเรื่องใครฉลาดที่สุด และแข่งกันมากขึ้นเรื่องใครได้เป็นตัวเลือกแรก อีกความเห็นหนึ่งใต้โพสต์ของ Masad เขียนว่าใครชนะ default ก็ชนะ margin
- มีคำถามต่อยอดที่น่าสนใจ เช่นผู้ใช้รายหนึ่งถามว่าโมเดลค่าเริ่มต้นควรเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนแบรนด์ Replit หรือควรมองไม่เห็น และอีกรายถามว่า Replit จะแสดงไหมว่าแต่ละงานของ Agent ใช้โมเดลอะไร ทีมจะได้เทียบต้นทุนต่องานเอง
“เป็นเรื่องบิลค่า token” และเป็นการต่อรองราคาต่อหน้าสาธารณะ
นักพัฒนาที่จ่ายเงินเอง ผู้ใช้ Replit และคนที่ติดตามธุรกิจ AI
- ความเห็นใต้ข่าว TechCrunch หลายโพสต์เดาว่าเหตุผลจริงคือค่า inference มากกว่าเบนช์มาร์ก เช่นโพสต์นี้ และโพสต์นี้ที่บอกว่าบิลคงสูงมาก
- ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัปด้าน cloud รายหนึ่งเล่าประสบการณ์ว่า หลังจาก Replit เพิ่มฟีเจอร์เลือกโมเดลผ่าน OpenRouter ความต่างด้านราคาเห็นชัดขึ้น และถ้าอยากได้ต้นทุนดีต้องใช้โมเดลของ OpenAI ข้อนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัว เรายังไม่ได้ตรวจราคาที่ Replit คิดจริง
- อีกความเห็นหนึ่งมองว่าเมื่อค่าโมเดลเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุด การประกาศบนเวทีก็คือ “การต่อรองราคาต่อหน้าสาธารณะ” ส่วนผู้ใช้รายหนึ่งตอบ Masad ว่า ในงานของเขา Claude ทำงานบน Replit ได้ดีกว่าตัวอื่น “แพงกว่ามาก แต่ดีกว่าแน่นอน” และค่า Claude กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเขา
“โมเดลคือชิ้นส่วนที่เปลี่ยนได้” คูเมืองอยู่ที่ workflow และ eval
ผู้สร้าง agent ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัป และคนที่โพสต์บทเรียนธุรกิจ ฝั่งนี้เห็นด้วยกับคำว่า model agnostic เป็นส่วนใหญ่
- โพสต์หนึ่งสรุปว่า ถ้าสตาร์ทอัปเปลี่ยน “พาร์ตเนอร์ AI หลัก” ได้ในประกาศเดียว ผู้ใช้ก็เปลี่ยนได้เหมือนกัน โมเดลไม่เคยเป็น moat สิ่งที่เป็นคือ workflow ข้อมูล และช่องทางเข้าถึงลูกค้า
- คำตอบใต้โพสต์ของ Masad หลายรายพูดคล้ายกัน เช่นความเห็นนี้ที่บอกว่าสิ่งที่เราเป็นเจ้าของจริงคือ workflow กับ eval และอีกความเห็นที่บอกว่าอันดับบนกระดานคะแนนเปลี่ยนทุกเดือน ผูกกับแล็บเดียวเท่ากับต้องเขียน agent loop ใหม่ปีละสองรอบ
- แต่ก็มีคนแย้งว่าการสลับไม่ได้ฟรีบัญชีที่รันธุรกิจด้วยทีม agentเล่าว่าเวลาย้ายงานข้ามโมเดล สิ่งที่พังคือรูปแบบ tool และ memory ไม่ใช่ตัวโมเดล ส่วนอีกโพสต์เตือนว่าถ้า prompt ของแอปจูนกับ Claude มา ควร pin โมเดลไว้หรือทดสอบใหม่ก่อน build ครั้งถัดไป
“เลิกจริง หรือแค่ลดชั้น” คำพูดบนเวทีกับหลักฐานไม่ตรงกัน
คนที่ตรวจข่าว นักวิจารณ์ และคนใน Replit เอง ฝั่งนี้แตกเป็นสองแบบ คือแบบที่จับผิดคำพูด กับแบบที่โทษการพาดหัว
- Mark Kretschmann สรุปตรงที่สุดว่า “คำพูดนั้นจริง การเลิกกันยังไม่ยืนยัน” และอีกหลายโพสต์ชี้ความขัดแย้งในข่าวเดียวกัน เช่นโพสต์นี้ ส่วนความเห็นที่ล้อกันมากคือ “model agnostic คือคำว่า ‘เราเป็นแค่เพื่อนกัน’ ของปี 2026” (ตัวอย่าง) และอีกโพสต์ชี้ว่าคำว่า “for now” แบกความหมายไว้เยอะ
- ฝั่งที่มองว่าถูกตีความเกิน มี Jason Lemkin ผู้ก่อตั้ง SaaStr ตอบ Masad ว่า เรื่องนี้ “ดูจะถูกตีความผิด” เพราะเขายังเห็น Opus และโมเดล Anthropic อยู่ครบ วิศวกรของ Replit รายหนึ่งโพสต์ตำหนิสื่อว่าบิดคำพูด และแอมบาสเดอร์ของ Replit ใน UK quote คำชี้แจงว่า “จบแล้ว” ควรอ่านว่าเป็นเสียงจากฝั่ง Replit
- มีบางโพสต์อ้างว่าค่าเริ่มต้นเป็น OpenAI มาตั้งแต่ ส.ค. ตอนเปิด Free Mode เช่นโพสต์นี้ เราตรวจไม่พบเอกสารของ Replit ที่ยืนยันข้อนี้ จึงจัดเป็นข้อกล่าวอ้างที่ยังไม่ยืนยัน
ผู้ใช้จริงสองขั้ว: “ถ้า Claude หายไปจะยกเลิก” กับ “ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโมเดลไหนเขียนบั๊ก”
ลูกค้า Replit ผู้ใช้ Claude ประจำ และเจ้าของธุรกิจเล็กที่ใช้ agent เขียนซอฟต์แวร์
- ผู้ใช้บางรายบอกตรงๆ ว่าจะยกเลิกถ้า Replit เลิกใช้ Anthropic จริง (ตัวอย่าง, ตัวอย่าง) อีกรายตอบ Masad ว่า Opus 5.5 “นำหน้า Astra ไปไกล” และบางรายแค่โล่งใจว่า Sonnet ยังเลือกได้
- อีกขั้วคือคนที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนและพฤติกรรมพื้นฐาน เจ้าของร้านเล็กรายหนึ่งเขียนว่า ซอฟต์แวร์ของเขาส่วนใหญ่ agent เป็นคนเขียน และบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าโมเดลไหนเขียนบั๊กไหน สิ่งที่สนใจคือต้นทุน และ agent อ่านไฟล์ก่อนแก้หรือเปล่า คนทำงานด้าน applied AI ที่ Glean รายหนึ่งตอบว่า ที่บริษัทเขาก็รู้สึกว่าทำงานกับโมเดลของ OpenAI ง่ายกว่า
- บางคนเสนอว่า สิ่งที่ผู้ใช้ต้องการต่อจากนี้คือการควบคุมที่ไม่หายไปเมื่อสลับโมเดล เช่นงบประมาณ สิทธิ์ และกฎการอนุมัติชุดเดิม ไม่ว่า Agent จะรันบน OpenAI หรือ Anthropic

ทดลองเอง: ค่าเริ่มต้นย้ายเงินได้แค่ไหน และ “ดีกว่า” วัดด้วยอะไร
แล็บทั้งสามเป็นการจำลองเชิงการศึกษา แล็บ 01 ใช้ตัวเลขสมมติทั้งหมด แล็บ 02 ใช้คะแนนและต้นทุนต่อการทดสอบที่ Vals AI เผยแพร่ แต่กติกาการเลือกเป็นของผู้อ่านเอง แล็บ 03 เป็นแบบฝึกแยกข้อเท็จจริงออกจากพาดหัว

ทดลอง 01 — แพลตฟอร์มสมมติ: เปลี่ยนค่าเริ่มต้นแล้ว เงินค่าโมเดลไหลไปทางไหน
การจำลองเชิงการศึกษาแบบกำหนดสูตรล่วงหน้า ตัวเลขทั้งหมดสมมติ ไม่ใช่ข้อมูลของ Replit, OpenAI หรือ Anthropic สมมติแพลตฟอร์มมีงาน 1,000,000 งานต่อเดือน ผู้ใช้ส่วนหนึ่งไม่เคยเปิดเมนูเลือกโมเดล และอีกส่วนเลือกเองตามความชอบ ลองย้ายค่าเริ่มต้นแล้วดูว่าสัดส่วนงานและค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแค่ไหน
ค่าเริ่มต้นของแพลตฟอร์ม
สูตร: งานของคนที่ไม่เปลี่ยนค่าเริ่มต้นไปที่โมเดลค่าเริ่มต้นทั้งหมด งานของคนที่เลือกเองแบ่งตามแถบเลื่อนที่สอง ค่าใช้จ่าย = จำนวนงาน × ต้นทุนต่องาน แล็บนี้ไม่ได้จำลอง router ที่เลือกโมเดลตามงาน ส่วนลดตามสัญญา หรือคุณภาพที่ต่างกัน
ทดลอง 02 — “ดีกว่า” แปลว่าอะไร: ตั้งกติกาเลือกโมเดลจากคะแนนกับต้นทุนจริงของกระดานคะแนนอิสระ
การจำลองเชิงการศึกษา ใช้คะแนนและต้นทุนต่อการทดสอบจาก Vibe Code Bench v1.1 ของ Vals AI (อัปเดต 16 ต.ค. 2026 รันด้วย harness OpenHands) ซึ่งวัดการสร้างเว็บแอปตั้งแต่ศูนย์ นี่ไม่ใช่เบนช์มาร์กของ Replit ไม่ใช่ราคาที่ Replit จ่ายจริง และไม่ใช่ผลที่ Hybrid Mind รันเอง ลองตั้งคะแนนขั้นต่ำและน้ำหนักของต้นทุน แล้วดูว่ากติกาแบบไหนชี้ไปที่โมเดลไหน
มองจากมุมไหน
คะแนนรวม = (1 − น้ำหนักต้นทุน) × คะแนนที่ปรับเป็น 0–1 ภายในกลุ่มที่ผ่านขั้นต่ำ + น้ำหนักต้นทุน × ความถูกที่ปรับเป็น 0–1 (ใช้ log ของต้นทุน) เป็นสูตรของแล็บนี้ ไม่ใช่วิธีของ Vals หรือ Replit แกนนอนใช้สเกล log
อ่านกระดานคะแนนนี้ให้ถูก: บน Vibe Code Bench ตัวท็อปคือ Claude Sonnet 5.5 ที่ 92.39% ตามด้วย Gemini 4 Argon 91.91% และ Claude Haiku 5.5 90.44% ส่วน GPT-6 Astra ได้ 89.59% และ GPT-6.1 Sol ได้ 88.93% ข้อมูลนี้จึงไม่สนับสนุนคำว่า OpenAI “ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอ” ถ้าวัดด้วยคะแนนอย่างเดียว แต่ก็ไม่ได้หักล้างคำพูดของ Masad เพราะเขาอ้างเบนช์มาร์กภายในและเบนช์มาร์กสาธารณะของ Replit เอง ซึ่งรันบน harness ของ Replit และอาจวัดคนละแบบ ด้านต้นทุน GPT-6.1 Sol ใช้ราว $6.23 ต่อการทดสอบ ใกล้กับ Claude Haiku 5.5 ที่ $6.07 และถูกกว่า Sonnet 5.5 ที่ $31.25 มาก ทั้งที่ราคาต่อ token ตามที่ Vals แสดงเท่ากัน ($2/$10) ต้นทุนต่องานจึงขึ้นกับจำนวน token ที่โมเดลใช้ ไม่ใช่ราคาต่อ token อย่างเดียว ราคาที่ Replit ได้จากสัญญาจริงไม่มีใครเปิดเผย

สิ่งที่หลักฐานสนับสนุน และสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้
| ข้อกล่าวอ้าง | สถานะ | ที่มาและข้อจำกัด |
|---|---|---|
| Masad พูดบนเวทีว่า Replit ไม่ได้ทำงานกับ Anthropic แล้ว และ “ChatGPT is better now” | ยืนยัน | TechCrunch ยกคำพูดตรง และมีคลิปบนเวทีที่ถูกแชร์บน X |
| OpenAI เป็นพาร์ตเนอร์หลักที่ขับ Replit Agent เป็นค่าเริ่มต้น | ยืนยัน | โพสต์ชี้แจงของ Masad และคำให้สัมภาษณ์กับ TechCrunch ส่วนกลไกว่าค่าเริ่มต้นทำงานอย่างไรในแต่ละโหมด เอกสารยังไม่ได้อธิบาย |
| ผู้ใช้ยังเลือก Claude ได้ | ยืนยัน | changelog 2 ต.ค. และ 16 ต.ค. และหน้า Model selector ยกเว้น Free Mode ที่ให้ระบบเลือกโมเดลเองเสมอ |
| Replit เลิกความร่วมมือกับ Anthropic ทั้งหมดแล้ว | ไม่ตรง | Masad ชี้แจงเองว่าไม่ใช่ แหล่งข่าวของ TechCrunch บอกว่าความร่วมมือยังอยู่ และ Replit ยังเพิ่มโมเดล Claude ใหม่ |
| โมเดลของ OpenAI ทำงานบน Replit ได้ดีกว่าอย่างสม่ำเสมอ | ยังไม่ยืนยัน | อ้างเบนช์มาร์กของ Replit ซึ่งเราไม่ได้ตรวจผลล่าสุด Vibe Code Bench ของ Vals ให้ Claude Sonnet 5.5 อยู่อันดับหนึ่ง ต่างกันที่ harness และวิธีวัด |
| โมเดลของ OpenAI “ถูกกว่า” สำหรับ Replit | เป็นไปได้ ยังไม่ยืนยัน | Masad และ Spitz พูดตรงกัน ต้นทุนต่อการทดสอบของ GPT-6.1 Sol ใน Vals ต่ำ แต่ราคาตามสัญญาไม่เปิดเผย และ Haiku 5.5 ก็มีต้นทุนต่อการทดสอบใกล้กัน |
| ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนค่าเริ่มต้น จึงทำให้ค่าใช้จ่ายกับ Anthropic ลดมาก | สมเหตุสมผล ยังไม่มีตัวเลข | TechCrunch เขียนไว้ แต่ไม่มีตัวเลขสัดส่วนผู้ใช้หรือยอดเงิน |
| ค่าเริ่มต้นเป็น OpenAI มาตั้งแต่ ส.ค. ตอนเปิด Free Mode | ไม่พบหลักฐาน | มีบางโพสต์บน X อ้าง แต่เราไม่พบเอกสารของ Replit ที่ยืนยัน |

ทดลอง 03 — 8 ประโยคที่แชร์กันบน X: ข้อเท็จจริง หรือเกินหลักฐาน
แบบฝึกตรวจข้อเท็จจริง ประโยคด้านล่างเราสรุปจากพาดหัวและโพสต์ที่พบบน X ไม่ได้ยกคำพูดตรงของใคร ลองตัดสินเองก่อน แล้วดูเฉลยที่อ้างอิง TechCrunch, changelog ของ Replit และกระดานคะแนนของ Vals AI
ตอบข้อไหนก่อนก็ได้
ใช้ยังไง: บทเรียนจากการย้ายค่าเริ่มต้น แยกตามกลุ่มผู้อ่าน
สำหรับผู้ใช้ Replit และ vibe coder
- เปิดดูว่า Agent ใช้โหมดและโมเดลอะไรอยู่ ถ้างานเดิมจูน prompt ไว้กับ Claude ให้เลือกโมเดลเองใน Power Mode หรือ Max Mode (ต้องเป็นแผน Core หรือ Pro)
- ทดสอบงานสำคัญซ้ำหลังมีการเปลี่ยนค่าเริ่มต้น อย่าคิดว่าผลจะเหมือนเดิม
- ดูต้นทุนต่องาน ไม่ใช่แค่ราคาต่อ token
สำหรับนักพัฒนาที่สร้างแอปบน LLM
- แยก prompt, tool schema และ memory ออกจากโค้ดเฉพาะของผู้ให้บริการ จะได้สลับโมเดลได้โดยไม่รื้อระบบ
- มีชุด eval ของตัวเองที่วัดงานจริงของผู้ใช้ เพราะกระดานคะแนนสาธารณะกับเบนช์มาร์กของแพลตฟอร์มอาจชี้คนละทาง
- บันทึกว่าแต่ละงานรันด้วยโมเดลอะไร เพื่อย้อนดูได้เวลาคุณภาพหรือบิลเปลี่ยน
สำหรับธุรกิจและทีมจัดซื้อ
- ถามผู้ขายตรงๆ ว่าค่าเริ่มต้นคือโมเดลอะไร เปลี่ยนเมื่อไร และจะแจ้งล่วงหน้าไหม
- ขอให้กฎสิทธิ์ งบประมาณ และการอนุมัติยังใช้ได้เหมือนเดิมไม่ว่าจะสลับไปโมเดลไหน
- อ่านคำพูดบนเวทีควบคู่กับเอกสารทางการเสมอ เรื่องนี้เป็นตัวอย่างว่าสองอย่างอาจไม่ตรงกันในวันแรก
แม่แบบคำถามถึงผู้ให้บริการ AI coding (คัดลอกไปใช้ได้)
คำถามเรื่องโมเดลค่าเริ่มต้น — [ชื่อแพลตฟอร์ม] 1) ตอนนี้ค่าเริ่มต้นของ Agent คือโมเดลอะไร ในโหมดไหนบ้าง 2) ระบบเลือกโมเดลให้อัตโนมัติไหม ถ้าใช่ เราดูย้อนหลังได้ไหมว่างานไหนใช้โมเดลอะไร 3) ถ้าจะเปลี่ยนค่าเริ่มต้น จะแจ้งล่วงหน้ากี่วัน ผ่านช่องทางไหน 4) เรา pin โมเดลไว้ได้ไหม และจะใช้ได้ถึงเมื่อไร 5) งบประมาณ สิทธิ์ และกฎการอนุมัติ จะยังใช้ได้เหมือนเดิมหลังสลับโมเดลหรือไม่ 6) ต้นทุนต่องานโดยเฉลี่ยของแต่ละโมเดลในบัญชีของเราเท่าไร
อ่านต่อบน Hybrid Mind
- Anthropic Q3 $16.8B: X ถก IPO $2T — รายได้โตจริง แต่โตช้าลงและกำไรยังเป็นแบบ Adjusted บริบทเรื่องรายได้ของ Anthropic ในสัปดาห์เดียวกัน
- Accenture $29 Claude: เพดานงบ หรือแค่ย้ายบิลไปโปรเจกต์? อีกมุมของคำถามเรื่องต้นทุนโมเดล
- Gemini 4 Argon: X ถก Google เปิดใช้แล้ว แต่ Pro เข้า Antigravity ไม่ได้ และราคา $2/$10 จะขึ้นเท่าตัว คู่แข่งอีกรายบนกระดานคะแนนเดียวกัน
- Software Is Dead?: X ถก AI สร้างแอปเฉพาะตัวแทน SaaS ได้จริงไหม และใครดูแลเมื่อมันพัง
- Claude Code Review Slot Machine: X ถกให้ AI รีวิวกี่รอบถึงพอ และใครควรบอกว่า “เสร็จ”
คำถามที่พบบ่อย
1. Replit เลิกใช้ Claude แล้วใช่ไหม?
ไม่ใช่ Masad ชี้แจงว่าผู้ใช้ยังเลือกโมเดลของ Anthropic ได้ และ changelog ของ Replit วันที่ 16 ต.ค. ยังเพิ่ม Claude Haiku 5.5 สิ่งที่เปลี่ยนคือ OpenAI เป็นพาร์ตเนอร์หลักที่ขับ Replit Agent เป็นค่าเริ่มต้น
2. ทำไมการเปลี่ยนค่าเริ่มต้นถึงสำคัญ?
เพราะผู้ใช้จำนวนมากไม่เปิดเมนูเลือกโมเดลเลย TechCrunch เขียนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้ค่าเริ่มต้น การย้ายช่องนี้จึงอาจย้ายงานและค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไปอีกค่าย แม้ Claude ยังอยู่ในเมนู แต่ยังไม่มีตัวเลขเปิดเผยว่าย้ายไปเท่าไร
3. ChatGPT เขียนโค้ดเก่งกว่า Claude แล้วจริงไหม?
ยังสรุปไม่ได้ Masad อ้างเบนช์มาร์กของ Replit เองว่า Sol และ Astra ทำได้ดีกว่าในการสร้างแอปตั้งแต่ศูนย์ แต่ Vibe Code Bench ของ Vals AI ซึ่งเป็นกระดานคะแนนอิสระ ให้ Claude Sonnet 5.5 อยู่อันดับหนึ่งที่ 92.39% ส่วน GPT-6 Astra อยู่ที่ 89.59% ผลขึ้นกับ harness งานที่วัด และต้นทุนที่ยอมจ่าย
4. เหตุผลหลักคือราคาใช่ไหม?
เป็นหนึ่งในสามเหตุผลที่ Masad พูดเอง (ต้นทุน ความเป็นพาร์ตเนอร์ ประสิทธิภาพ) และเขาตอบใน X ว่าโมเดลของ OpenAI “โดยทั่วไปถูกกว่า” แต่ราคาตามสัญญาของ Replit ไม่มีใครเปิดเผย คนบน X ที่บอกว่าเป็นการต่อรองราคาต่อหน้าสาธารณะกำลังตีความ ไม่ใช่รายงานข้อเท็จจริง
5. ผู้ใช้ Replit ควรทำอะไรตอนนี้?
ถ้างานของคุณพึ่งพฤติกรรมของโมเดลใดโมเดลหนึ่ง ให้เช็กว่า Agent ใช้โมเดลอะไรอยู่ แล้วเลือกเองใน Power Mode หรือ Max Mode (แผน Core หรือ Pro) จากนั้นทดสอบงานสำคัญซ้ำ ผู้ใช้ Free Mode เลือกโมเดลเองไม่ได้ ระบบจะเลือกให้ตามงาน
6. เรื่องนี้บอกอะไรเกี่ยวกับตลาด AI coding?
หลายฝั่งบน X อ่านว่าโมเดลกำลังกลายเป็นชิ้นส่วนที่เปลี่ยนได้ และการแข่งขันย้ายไปที่ช่องค่าเริ่มต้นกับต้นทุนต่องาน นี่เป็นการตีความที่สมเหตุสมผลแต่ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ อีกฝั่งเตือนว่าการสลับโมเดลไม่ได้ฟรี เพราะ prompt, tool และ memory ที่จูนกับโมเดลเดิมอาจพังได้
เอกสารอ้างอิงและขอบเขตการตรวจ
- TechCrunch — Replit makes OpenAI its default over Anthropic, CEO says (เผยแพร่ครั้งแรก 16 ต.ค. 2026 14:22 PT อัปเดต 17 ต.ค. 11:48 PDT)
- Amjad Masad — โพสต์ชี้แจงบน X (17 ต.ค. 2026) และคำตอบเรื่องราคา
- Samuel Spitz (AI Products, Replit) — โพสต์เรื่อง cost-per-performance (17 ต.ค. 2026)
- Replit Docs — Changelog 2 ต.ค. 2026 (GPT-6.1 Sol และ Claude Sonnet 5.5)
- Replit Docs — Changelog 16 ต.ค. 2026 (Claude Haiku 5.5 ใน Power Mode)
- Replit Docs — Model selector (intelligent model routing, Power Mode, Max Mode)
- Vals AI — Vibe Code Bench v1.1 Leaderboard (อัปเดต 16 ต.ค. 2026)
- TechCrunch — โพสต์ข่าวบน X ต้นทางของวงถก
- Karl Mehta — คลิปคำพูดบนเวที TechCrunch Disrupt
ขอบเขตการตรวจ: Hybrid Mind อ่าน 214 โพสต์บน X ที่ไม่ซ้ำกัน (ไม่นับ repost 193 โพสต์) ซึ่งส่วนใหญ่โพสต์ระหว่าง 17 ต.ค. 2026 ราว 03:20 น. ถึง 18 ต.ค. ราว 06:46 น. (เวลาไทย) และรวมโพสต์ย้อนหลังในไทม์ไลน์ของ Masad ตั้งแต่ 15 ต.ค. จากการค้นด้วยคำสำคัญ โพสต์ชี้แจงของ Masad พร้อมคำตอบและ quote โพสต์ข่าวของ TechCrunch พร้อมคำตอบและ quote และโพสต์ของบุคคลสาธารณะที่เกี่ยวข้อง โพสต์มีทั้งภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และตุรกี ตัวเลขจำนวนโพสต์มาจาก X Recent Counts ตามคำค้นที่ระบุไว้ข้างบน การแบ่งฝั่งเป็นการจัดกลุ่มเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ผลสำรวจหรือสัดส่วนความเห็น โพสต์บน X เป็นความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
เราตรวจข้อเท็จจริงกับข่าว TechCrunch, changelog และเอกสารของ Replit และกระดานคะแนนของ Vals AI เราไม่ได้ดูคลิปเต็มบนเวที ไม่ได้ทดลองใช้ Replit Agent ไม่ได้รันเบนช์มาร์กเอง ไม่ได้ตรวจผลล่าสุดของเบนช์มาร์กของ Replit และไม่ได้ติดต่อ Replit, OpenAI หรือ Anthropic ตัวเลขในแล็บ 01 เป็นตัวเลขสมมติทั้งหมด

ใส่ความเห็น